คอลัมน์ รักษ์ลูก รักครอบครัว ตอน ทำไมลูกไอ แล้วควรทำอย่างไรดี? โดย รศ.นพ.สังคม จงพิพัฒน์วณิชย์ ลูกไอเป็นภาวะที่พ่อแม่ทุกคนไม่อยากให้ลูกเป็น เพราะบางคร...

ทำไมลูกไอ แล้วควรทำอย่างไรดี?

คอลัมน์ รักษ์ลูก รักครอบครัว 

ตอน ทำไมลูกไอ แล้วควรทำอย่างไรดี?

โดย รศ.นพ.สังคม จงพิพัฒน์วณิชย์

ทำไมลูกไอ แล้วควรทำอย่างไรดี?

ลูกไอเป็นภาวะที่พ่อแม่ทุกคนไม่อยากให้ลูกเป็น เพราะบางครั้งทำให้ลูกทุกข์ทรมาน ไอมากจนร้องไห้ด้วยความเจ็บปวด ไอมากจนอาเจียนหรือไอมากจนไม่ได้หลับนอน แต่บางครั้งถึงลูกจะมีอาการไอไม่รุนแรง แต่ก็ทำให้เกิดความรำคาญ เพราะว่าให้ลูกทานยารักษากันไปไม่รู้กี่ขนานแล้ว อาการไอก็ยังไม่หายเสียที แล้วเราควรจะทำอย่างไรดี ซึ่งถ้าหากคุณพ่อคุณแม่เข้าใจถึงสาเหตุว่าทำไมลูกไอ แล้วรู้ว่าควรจะทำอย่างไรดีเมื่อลูกหรือแม้กระทั่งตัวเองเกิดอาการไอ ก็อาจทำให้รู้สึกสบายใจขึ้นไม่มากก็น้อย เพราะอย่างน้อยก็จะได้ไม่กังวลใจว่าทำไมลูกถึงยังไม่หายไอ ทำไมถึงเกิดอาการไอ

มีคนจำนวนไม่น้อยเข้าใจผิดคิดว่าอาการไอนั้นเป็นโรค พยายามหายารักษา เพื่อไม่ให้เกิดอาการไอ ซึ่งการทำเช่นนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ยาที่มีคุณสมบัติกดอาการไอหรือทำให้หยุดไอในทันทีทันใด อาจก่อให้เกิดอันตรายได้ ความจริงแล้วอาการไอเป็นเพียงอาการแสดงอย่างหนึ่งเท่านั้นไม่ใช่เป็นโรค เป็นอาการที่บอกว่ามีสิ่งผิดปรกติเกิดขึ้นภายในระบบทางเดินหายใจ เนื่องจากเมื่อมีสิ่งแปลกปลอมหรืออะไรเข้าไปทำให้เกิดอาการระคายเคืองในระบบทางเดินหายใจตั้งแต่ภายในบริเวณคอ หลอดลม หรือลึกลงไปจนถึงกิ่งแขนงของหลอดลม ร่างกายจะเกิดปฏิกิริยาป้องกันตัวเองโดยการไอเพื่อขับเอาสิ่งแปลกปลอมหรือสิ่งที่ทำให้เกิดการระคายเคืองนั้นออกมา อาการไอจึงเป็นอาการตอบสนองของร่างกายคนเราที่มีประโยชน์ เพราะถ้าเราไม่เกิดอาการไอ สิ่งแปลกปลอมเหล่านั้นก็จะคั่งค้างสะสมไว้ภายในระบบทางเดินลมหายใจหรือในปอดทำให้เกิดปัญหา เช่น ปอดบวม หรือปอดอักเสบตามมาได้ ดังนั้นเมื่อตัวเราหรือลูกเกิดอาการไอก็ควรหาสาเหตุ แล้วแก้ไขต้นเหตุนั้นจะดีกว่าการซื้อยาแก้ไอมาทานทุกครั้งไปโดยไม่ทราบสาเหตุ เพราะอาจจะเป็นอันตรายมากกว่าจะเป็นผลดีดังที่กล่าวมาแล้ว ซึ่งโดยมากแล้วอาการไอในเด็กมักเกิดจากลูกเป็นหวัดแล้วน้ำมูกไหลลงไประคายคอหรือเกิดจากคอหรือต่อมทอนซิลอักเสบ พออาการหวัด น้ำมูกไหลหายหรืออาการอักเสบดีขึ้น อาการไอก็จะหายไปเอง

 

แต่ทำไมถึงไอไม่รู้จักหายเสียที

ในคนที่ไอเรื้อรังไม่หายควรพิจารณาหาสาเหตุแล้วแก้ไขสาเหตุนั้น ก็จะช่วยให้เกิดอาการไอดีขึ้น โดยทั่วไปคนที่ไอเรื้อรังสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท

ประเภทที่ 1 ไอเป็นๆหายๆ โดยมักมีอาการไอเป็นอยู่ระยะหนึ่งแล้วหายไป แล้วกลับมาไออีกเป็นๆ หายๆ เป็นระยะๆ จนพ่อแม่อาจบ่นว่าลูกมีอาการไอไม่รู้จักหายเสียที น่ารำคาญเหลือเกิน ซึ่งสาเหตุก็มักจะเนื่องจาก ลูกเป็นหวัดเป็นๆหายๆ พอเป็นหวัดแต่ละครั้งก็เกิดอาการไอเนื่องจากน้ำมูกไหลลงไปในคอ หรืออาจไหลลึกลงไปในหลอดลม ทำให้เกิดอาการระคายเคืองในลำคอหรือหลอดลม ทำให้เกิดอาการไอเพื่อขับเอาน้ำมูกหรือเสมหะนั้นออกมา ร่างกายจึงหยุดไอ ดังนั้นการรักษาที่ดีควรหาต้นตอหรือหาทางป้องกันมิให้ลูกเป็นหวัดบ่อยๆ และบางครั้งอาจจะต้องทำใจว่าลูกในวัยเด็กอาจเป็นหวัดได้บ่อย เมื่อลูกโตขึ้น ภูมิต้านทานดีขึ้นก็จะเป็นหวัดน้อยลงและจะไอน้อยลงตามไปด้วย เด็กบางรายโดยเฉพาะ เด็กเล็กอาจมีระบบการกลืนอาหารที่ยังทำงานไม่ดีพอ ทำให้เกิดการสำลักได้เวลาทานอาหารในบางครั้ง ก็จะทำให้เกิดอาการไอขึ้นได้ ในรายที่มีประวัติโรคภูมิแพ้หรือเป็นหอบหืด จะทำให้หลอดลมเกิดการระคายเคืองและเกิดอาการไอเป็นๆ หายๆ ได้เช่นกัน

ประเภทที่ 2 ไอเรื้อรัง จะมีอาการไอเป็นเวลานานติดต่อกันไม่หายเลย มักจะมีสาเหตุเนื่องจากหลอดลมอักเสบโดยเฉพาะโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง ไอกรน ปอดบวม หรือสำลักเอาสิ่งแปลกปลอม เช่น นม อาหารอื่นๆ เช่น ข้าว เม็ดถั่วหรือเมล็ดผลไม้ประเภท น้อยหน่า ละมุด ลำไย ลงไปคั่งค้างอยู่ในระบบทางเดินหายใจ ก็จะทำให้เกิดอาการไอเรื้อรังจนกว่าสิ่งแปลกปลอมนั้นหลุดออกมาจึงจะหายไอ บางรายอาจมีสาเหตุจากเป็นวัณโรคปอด ซึ่งมักจะมีประวัติคนอื่นๆในครอบครัวเป็นวัณโรคร่วมด้วย นอกจากนี้โรคภูมิแพ้ ไซนัสอักเสบหรือหอบหืด ก็สามารถทำให้เกิดอาการไอเรื้อรังได้ ในผู้ใหญ่หรือวัยรุ่นที่สูบบุหรี่ ก็ทำให้เกิดอาการไอเนื่องจากมีการระคายเคืองของหลอดลมจากควันและเถ้าบุหรี่ และที่น่าแปลกใจ บางรายไอมานานๆ จนในที่สุดติดเป็นนิสัยเหมือนว่ามีอะไรติดคอต้องคอยกระแอมไอเพื่อพยายามเค้นเอาเสมหะออกมาให้ได้ ทั้งๆ ที่อาจจะไม่มีอะไรเลย พวกนี้จะสังเกตได้ง่ายก็คือมักจะไอเฉพาะเวลาตื่นแต่เวลานอนหลับอาการไอจะหายไป และจะไอแบบแห้งๆไม่มีเสมหะ ไอแบบกระแอมเป็นระยะๆ น่ารำคาญ

แล้วจะทราบได้อย่างไรว่าอาการไอนั้นควรมีสาเหตุจากอะไร

เนื่องจากสาเหตุของการไอนั้นมีมากมาย แต่เราพอจะทราบได้อย่างคร่าวๆ จากประวัติของตัวลูกหรือคนในครอบครัว เช่น ถ้ามีประวัติภูมิแพ้ ไซนัสอักเสบ หอบหืด หรือวัณโรคในครอบครัว อาการไอของลูกหรือของเราก็อาจเกิดจากสาเหตุเหล่านี้ได้  หรือถ้าเกิดอาการไอทันทีทันใดขณะรับประทานอาหารหรือสำลักอาหาร ก็ควรคิดถึงสาเหตุจากการสำลักเอาสิ่งแปลกปลอมหรืออาหารเหล่านั้นเข้าไปในหลอดลม หรือในปอด ในรายที่สูบบุหรี่ก็อาจเกิดจากการสูบบุหรี่ นอกจากนี้ลักษณะการไอและเวลาที่เกิดอาการไอก็พอจะช่วยให้ทราบถึงสาเหตุของการไอนั้นได้ เช่น ถ้าลักษณะไอแบบมีเสมหะสีเหลือง เขียว เหม็นเหมือนหนองก็จะบ่งบอกถึงอาการไอที่เกิดจากการอักเสบของหลอดลม หรือปอดบวม หรือเป็นฝีหนองในปอดได้ ถ้าไอเป็นเลือดก็อาจเกิดจากการไอมากจนเส้นเลือดฝอยที่คอหรือระบบทางเดินหายใจแตกทำให้มีเลือดปนออกมากับเสมหะหรือเกิดจากวัณโรคปอดก็ได้ ถ้ามีอาการไอก้องๆเหมือนสุนัขเห่า หรือที่ทางหมอเรียกว่า BARKING COUGH ก็เกิดจากกล่องเสียงอักเสบ ในรายที่เด็กเป็นโรคไอกรนจะมีอาการไอนานจนครบ 100 วัน อาการไอก็จะหายไปจนบางคนเรียกว่าโรคไอ 100 วัน ลักษณะการไอก็จะไอติดๆกันเป็นชุดจนหน้าดำหน้าแดง แล้วพอหยุดไอก็จะหายใจเข้าแรงๆสักครั้งหนึ่งจนเสียงดังวู้บ เหมือนเวลาคนนอนกรน จึงเรียกว่าโรคไอกรน ซึ่งบางครั้งก็อาจมีเชื้อไวรัสบางตัว ทำให้เกิดหลอดลมอักเสบ แล้วมีอาการไอคล้ายกับโรคไอกรนได้ ซึ่งหมอจะวินิจฉัยว่าเป็นโรคคล้ายไอกรน ในรายที่มีอาการไอมากตอนเวลากลางคืนหรือเวลานอนก็มักจะเกิดจากโรคภูมิแพ้ จะเกิดอาการไอมากเวลาอากาศเย็น หรือถ้าเกิดจากโรคไซนัสอักเสบ เวลานอนจะมีน้ำมูกไหลย้อนลงไปในคอทำให้เกิดอาการไอมากเวลานอน คนที่ไอมากตอนเช้าอาจเกิดจากเป็นหวัดมีน้ำมูกตอนเช้าหรือจากหลอดลมอักเสบเรื้อรังก็ได้ นอกจากนี้ยังมีบางรายไอมากเวลาออกกำลังกายก็อาจเกิดจากเป็นโรคหอบหืดที่มีอาการเกิดขึ้นเฉพาะเมื่อเวลาออกกำลังกาย (EXERCISE INDUCED ASTHMA) จะเห็นได้ว่า เพียงลำพัง ประวัติของตัวลูกหรือคนในครอบครัวที่เกี่ยวกับโรคภูมิแพ้ หอบหืด โรคติดต่อ เช่น วัณโรค ตลอดจนลักษณะและระยะเวลาที่เกิดอาการไอ ว่าเกิดไอขึ้นเมื่อใด อย่างไร ไอมีเสมหะไหม เสมหะมีลักษณะและสีอะไร ก็จะช่วยให้หมอพอสันนิษฐานได้ง่ายขึ้นว่าอาการไอนั้นควรมีสาเหตุจากอะไร ดังนั้นทุกครั้งที่ลูกมีอาการไอจึงควรสังเกตประวัติและลักษณะต่างๆตามที่หมอได้แนะนำเอาไว้บ้างก็จะเป็นประโยชน์สำหรับลูก คุณพ่อคุณแม่และตัวหมอเองไม่มากก็น้อย

ทำอย่างไรดี เมื่อลูกไอ

ก่อนอื่นควรสังเกตดูอาการไอของลูกนั้นรุนแรงหรือไม่ ถ้าหากมีอาการรุนแรงหรือมีอาการอื่นร่วมด้วยดังต่อไปนี้ ควรรีบพาลูกไปปรึกษาแพทย์

1 มีไข้ร่วมด้วยเป็นเวลานานมากกว่า 2-3 วัน

2. ลูกมีอาการซึมลง เหนื่อย เล่นหรือกินน้อยลง

3. มีอาการหอบหรือหายใจแรง ซึ่งจะสังเกตได้จากการที่หายใจเร็วหรือแรงกว่าปรกติ เช่น มีอาการจมูกบานพะเยิบพะยาบเวลาหายใจเข้าออก ซี่โครงบานหรือหน้าอกบุ๋ม

4. เล็บมือ เล็บเท้า หรือริมฝีปากเขียว ซึ่งมักเกิดเนื่องจากการหายใจไม่พอ ทำให้ร่างกายขาดออกซิเจน

5. ไอแบบมีเสมหะ โดยเฉพาะเสมหะมีสีเขียวเหลืองเหมือนหนอง กลิ่นเหม็น หรือมีเลือดปน

6. ลูกผอมลง น้ำหนักลด ร่างกายไม่เจริญเติบโตเท่าที่ควร

แต่ถ้าหากลูกไอเล็กน้อยไม่มีอาการรุนแรงดังกล่าว ก็อาจให้การรักษาตามอาการเช่น ให้กินน้ำมากๆ เนื่องจากน้ำเป็นยาแก้ไอที่ดีที่สุดขนานหนึ่งหรือถ้าลูกมีน้ำมูก อาจให้กินยาลดน้ำมูก ลองรักษาตามอาการเช่นนี้ดูสัก 2-3 วัน ถ้าอาการยังไม่ดีขึ้นก็ควรพาไปปรึกษาแพทย์

ควรให้ลูกทานยาแก้ไอไหม

ความจริงแล้ว การรักษาอาการไอที่ดีและถูกต้องที่สุดคือการรักษาที่ต้นเหตุที่ทำให้เกิดอาการไอ ส่วนยาแก้ไอนั้นเป็นเพียงช่วยบรรเทาอาการ ไม่ได้รักษาที่ต้นเหตุ เวลาจะใช้ยาก็ควรใช้ด้วยความระมัดระวังและเท่าที่จำเป็นเท่านั้น และที่สำคัญที่สุด ไม่ควรใช้ยาที่มีฤทธิ์กดอาการไอ ได้แก่ DEXTROMETROPHAN, CODEINE โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กเล็ก และในรายที่ไอแบบมีเสมหะ เพราะจะทำให้เสมหะไม่สามารถถูกขับออกมา เกิดคั่งค้างอยู่ในระบบทางเดินระบบหายใจ หรือในปอดเกิดโรคแทรกซ้อนเป็นอันตรายขึ้นมาภายหลังได้ ทางที่ดีจึงควรปรึกษาแพทย์ก่อนจะใช้ยาแก้ไอประเภทนี้

 
Created Date : Jan 30 , 2012