คอลัมน์ E-money ตอน น้ำเริ่มลด : นโยบายการเงิน มาก่อนหรือมาหลัง นโยบายการคลัง ??? โดย บัญชา ชุมชัยเวทย์ มหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ซึ่งรุนแรงมา...

น้ำเริ่มลด : นโยบายการเงิน มาก่อนหรือมาหลัง นโยบายการคลัง ???

คอลัมน์ E-money

ตอน น้ำเริ่มลด : นโยบายการเงิน มาก่อนหรือมาหลัง นโยบายการคลัง ??? 

โดย บัญชา ชุมชัยเวทย์

น้ำเริ่มลด : นโยบายการเงิน มาก่อนหรือมาหลัง นโยบายการคลัง ???

         มหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ซึ่งรุนแรงมากที่สุดในรอบกว่า 50 ปี ส่งผลกระทบอย่างหนัก และทั้งระบบใน 3 กลุ่มสำคัญ เริ่มจาก ภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรม และภาคครัวเรือน หากจะเริ่มมองจากกลุ่มอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ และอุตสาหกรรมยานยนต์ได้รับผลกระทบมากสุดจากทั้ง 3 กลุ่ม ที่สำคัญ เป็นผลกระทบแรกสุดที่ได้รับความเสียหายอย่างหนักหน่วง ซึ่งทำให้ยอดผลิตรถยนต์ในไทยตกต่ำอย่างหนักสุดๆในรอบกว่า 9 ปี ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ที่เคยเกิดภาวะฟองสบู่แตก ส่งผลให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจการเงินต้มยำกุ้งในไทยเมื่อ 14 ปีที่ผ่านมา และนั่นเป็นกลุ่มแรกสุดที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักหน่วง ดังนั้น ถึงแม้ว่าวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจะห่างกันถึง 14 ปี แต่การใช้มาตรการทางเศรษฐกิจเข้าแก้ไข และฟื้นฟูครั้งนี้ย่อมแตกต่างกัน และมีต้องการสูตรในการผสมผสานที่เหมาะสมกับสถานการณ์ที่ต่างกันด้วย 

         การแก้ไขปัญหาเบื้องต้นที่เหมาะสมกับความเสียหายทางเศรษฐกิจในครั้งนี้ คือ การเร่งเครื่องกดดันต้นทุนของผู้ประกอบการในภาคเศรษฐกิจแท้จริงที่เป็นฐานใหญ่ในการผลิตของชาติ คือ กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และกลุ่มที่เชื่อมโยงกันให้ลดต่ำลงเร็วที่สุด เท่าที่ทำได้ จากนั้นการเร่งใช้นโยบายการคลัง โดยภาครัฐต้องเร่งใช้จ่ายเพื่อซ่อมแซมสาธารณูปโภคต่างๆที่ได้รับความเสียหาย การใช้มาตรการสนับสนุนทางภาษีเพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยมีรายจ่ายที่ลดน้อยลง หรือ ภาครัฐอาจสนับสนุนให้ลดเว้นการนำส่งเงินกองทุนประกันสังคม หรือเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของภาคเอกชน นอกเหนือจากนี้ภาครัฐอาจต้องดำเนินมาตรการเพิ่มเติมเพื่อเสริมสร้างความมั่นใจให้กับภาคเอกชนทั้งในและนอกประเทศที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทย

         เมื่อมาถึงจุดนี้ มีหลายมุมคิดที่มองว่า การดำเนินนโยบายการเงินเชิงผ่อนคลาย หรือพูดให้เข้าใจง่ายๆ คือ การลดดอกเบี้ยของแบงก์ชาตินั้น อาจจะยังไม่จำเป็นต่อสถานการณ์น้ำท่วมในปัจจุบัน เพราะ เหตุผลที่ให้ไว้ คือ ความเสียหายยังไปไม่ถึงกรุงเทพชั้นใน และอุทกภัยยังกินเวลายังไม่นานนัก เพราะ ผลกระทบของอุทกภัยในครั้งนี้มีความคล้ายคลึงกับเหตุการณ์สึนามิในประเทศญี่ปุ่น กล่าวคือ นำไปสู่ปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบและชิ้นส่วน  ซึ่งจะก่อให้เกิดการหยุดชะงักของกิจกรรมการผลิตตลอดห่วงโซ่อุปทานในหลายอุตสาหกรรมของไทย และอาจรวมไปถึงผู้ผลิตรายอื่นของอีกหลายประเทศ เพราะ ฉะนั้น จึงทำให้วิธีคิดอีกแบบหนึ่งกลับไปเน้นการใช้มาตรการการคลังมากกว่า โดยเมื่อสถานการณ์อุทกภัยจบลง ภาครัฐและภาคเอกชนต้องมีการบูรณะให้บรรดาสาธารณูปโภคต่างๆ กลับมาใช้การได้ตามสภาพเดิม รวมถึงความต้องการที่สะสมมาจากช่วงก่อนหน้านี้ หรือช่วงก่อนเกิดวิกฤตน้ำท่วมครั้งใหญ่ จะมีการเร่งบริโภคด้วยเช่นกัน ซึ่งการฟื้นฟูและเยียวยาหลังน้ำท่วมจะเป็นตัวแปรสำคัญส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศจะสามารถขยายตัวได้ในระยะถัดไป 

         แต่บทสรุปในฐานะนักลงทุน คงอ่านได้ไม่ยากว่า นโยบายการเงิน หรือนโยบายการคลัง อย่างไหนจะมาก่อนกัน แต่สิ่งที่นักลงทุนจะให้ความสำคัญมากไปกว่านั้น คือ การผสมผสานระหว่างการใช้มาตรการนโยบายการเงินจากแบงก์ชาติ และนโยบายการคลังจากกระทรวงการคลัง ที่จะทำให้นักลงทุนมองเห็นช่องทางการลงทุนที่กำลังจะเปิด เพื่อรอการเข้าลงทุนที่เหมาะสมในกลุ่มหุ้นอุตสาหกรรมที่เข้าข่ายเพื่อน้ำหนักในพอร์ตการลงทุน ขอให้เพียงอย่าใส่แว่นสายตาสั้นเท่านั้นเป็นพอ ทั้งๆ ที่สายตกเป็นปกติ !!! 

 

 

 

Created Date : Nov 21 , 2011