ภาพยนตร์จากเทพนิยาย กระแสใหม่ของฮอลลีวู้ด คอลัมน์ สกาล่า โดย เจไดยุทธ(jediyuth.com) (Snow White and the Huntsman) ldquo;กระจกวิเศษบอกข้าเถิด ใยฮอลลีวู...

ภาพยนตร์จากเทพนิยาย กระแสใหม่ของฮอลลีวู้ด

ภาพยนตร์จากเทพนิยาย กระแสใหม่ของฮอลลีวู้ด

คอลัมน์ สกาล่า

โดย เจไดยุทธ (jediyuth.com)

ภาพยนตร์จากเทพนิยาย กระแสใหม่ของฮอลลีวู้ด

(Snow White and the Huntsman)

กระจกวิเศษบอกข้าเถิด ใยฮอลลีวู้ดถึงเกิดหนังจากเทพนิยายมากมายอาจเป็นคำถามที่คุณอยากถามหากได้พบกระจกวิเศษขึ้นมาจริงๆ หรือถ้าเป็นในยุคนี้ คุณอาจอยากถาม Siri ด้วยคำถามเดียวกันก็ได้ เพราะเพียงแค่ในปี 2012 นี้ หนังเทพนิยายสโนว์ไวท์ก็ถูกสร้างออกมาชนกันแล้วถึงสองเรื่อง นั่นก็คือ Mirror Mirror ของผู้กำกับทาร์เซ็ม ซิงห์ นำแสดงโดยจูเลีย โรเบิร์ต ในบทราชินีใจร้าย และลิลี่ คอลลินส์ ในบทสโนว์ไวท์ผู้เลอโฉม ที่เพิ่งออกฉายในบ้านเราไปเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา และอีกเรื่องที่เราจะได้ทัศนาปลายพฤษภาคมนี้ก็คือ Snow White and the Huntsman ที่มีคริสเทน สต๊วร์ต มารับบทสโนว์ไวท์ใจเด็ด มีคริส เฮมส์เวิร์ธ มารับบทนายพรานป่าหล่อเถื่อน และมีชาร์ลีซ เธอรอน มารับบทเป็นราชินีผู้เหี้ยมโหด นี่ยังไม่รวม The Order of the Seven หนังสโนว์ไวท์อีกฉบับของวอลท์ ดิสนี่ย์ พิคเจอร์ส ที่กำลังวางแผนสร้างอยู่ และจะตามออกมาฉายในอนาคตอันใกล้นี้

เรื่องราวของเทพนิยายนั้น โดยเฉพาะจากงานเขียนของพี่น้องกริมม์ เป็นที่หลงใหลมาทุกยุคสมัย มนตร์เสน่ห์สำคัญที่โดนใจผู้อ่านก็คือการที่เรื่องราวเต็มไปด้วยเวทมนตร์ เทพธิดา นางฟ้า แม่มด และสิ่งมีชีวิตแปลกประหลาดอันลี้ลับมากมาย ชวนให้ผู้อ่านโดยเฉพาะเด็กๆ ได้เปิดโลกแห่งจินตนาการ นอกจากนี้ก็ที่ตัวเอกมักเป็นเจ้าชาย เจ้าหญิง หรือเด็กๆที่ต้องพบอุปสรรคในชีวิตมากมายก่อนได้ดีในตอนจบก็เป็นอีกเสน่ห์ที่ทำให้ผู้อ่านชื่นชอบ เพราะในชีวิตจริงของคนเรานั้นมักต้องมีความทุกข์มากมายมารุมเร้า และเฝ้าฝันว่าสักวันตัวที่ตัวเองจะได้พบเจ้าชาย เจ้าหญิง หรือของวิเศษมาช่วยให้ชีวิตสุขสบายในภายหน้า ทุกคนย่อมมีสักครั้งที่จะฝันว่าตนได้พรวิเศษ หรือมีเวทมนตร์มาช่วยให้พ้นจากความทุกข์ในโลกความจริง เรื่องราวของเทพนิยายเหล่านั้นจึงเลือนหายไปตามกาลเวลา และถูกนำกลับมาสร้างเป็นภาพยนตร์ใหม่อยู่เรื่อยๆ เพียงแต่ในการสร้างแต่ละครั้งก็มีการตีความใหม่หรือแปลงโฉมใหม่ให้เนื้อเรื่องที่ผู้คนรู้เรื่องราวจนขึ้นใจแล้วไม่รู้สึกว่ามันซ้ำซากจำเจ

ภาพยนตร์จากเทพนิยาย กระแสใหม่ของฮอลลีวู้ด

(Snow White and the Huntsman)

หนังสโนว์ไวท์ที่เข้าฉายในปีนี้สองเรื่อง และเรื่องที่สามที่กำลังจะสร้างอยู่นั้นก็ดัดแปลงมาจากเทพนิยายของพี่น้องกริมม์ฉบับเดียวกัน มีโครงเรื่องเดียวกันว่าด้วยเรื่องราวของเจ้าหญิงผู้เลอโฉมที่ถูกราชินีแม่เลี้ยงใจร้ายกลั่นแกล้งเพื่อหาทางกำจัดเธอ เพราะอิจฉาในความงาม สโนว์ไวท์ถูกกำจัดไปให้พ้นทาง แต่สโนว์ไวท์ก็ยังไม่ได้ตายจริงๆ ตามที่ราชินีใจร้ายเข้าใจ เธอได้รับการช่วยเหลือจากคนแคระทั้งเจ็ด ได้พบเจ้าชายรูปงามมาหลงรัก และในที่สุดก็แก้แค้นราชินีใจร้ายอย่างสาสมในที่สุด แต่หนังทั้งสามเรื่องก็มีการตีความใหม่ ใส่ลูกเล่นใหม่เข้าไปอย่างที่ฉีกออกจากกันอย่างเห็นได้ชัด จนเกือบเหมือนหนังคนละเรื่อง Mirror Mirror ที่ฉายไปก่อน ออกไปในแนวแฟนตาซีจ๋าแบบหนังดิสนี่ย์ แต่ให้โทนออกมาดูเป็นหนังตลกเบาสมอง ส่วน Snow White and the Huntsmanนั้นใส่โทนหนังแบบ The Lord of the Rings เข้าไป ผสมกับฉากในหนังแนวอัศวินยุคกลางตามฉบับ Excalibur ที่ดัดแปลงจากหนังสือชุดอัศวินโต๊ะกลม ส่วน The Order of the Sevenจะเป็นการดัดแปลงออกมาในฉบับของหนังบู๊กำลังภายในของจีน ให้สโนว์ไวท์เป็นเจ้าหญิงกรุงจีนซึ่งได้รับการช่วยเหลือจากเจ็ดจอมยุทธในการแย่งชิงบัลลังก์กลับคืนมา

  ภาพยนตร์จากเทพนิยาย กระแสใหม่ของฮอลลีวู้ด

(Snow White and the Huntsman)

นอกเหนือจากหนังสโนว์ไวท์แล้ว ก็ยังจะมีหนังเทพนิยายเรื่องอื่นออกมาฉายในอนาคต และอาจฉายชนกันในปีเดียวกันอีกเช่นปีนี้ ซึ่งในจำนวนนั้นก็ได้แก่เจ้าหญิงนิทรา ที่ตอนนี้มีการเตรียมงานสร้างแล้วถึงสองเรื่องด้วยกัน นั่นก็คือ Sleeping Beauty ที่มีเฮลี สไตน์เฟลด์ นักแสดงวัยรุ่นที่เข้าชิงออสการ์จาก True Grit มารับบทเป็นเจ้าหญิงออโรร่า ที่ผู้สร้างวางแผนจะให้หนังออกมาในแนว Inception ให้เจ้าหญิงที่ถูกสาปให้นิทราตอนวัย 15 ต้องผจญภัยในโลกแห่งความฝัน เพื่อหาทางตื่นขึ้นมาพบเจ้าชาย อีกฉบับก็คือ Maleficent ของค่ายดิสนี่ย์ ที่ตีความใหม่โดยให้เป็นหนังจากมุมมองของนางร้ายที่จะรับบทโดยแอนเจลีนา โจลี่ แทน และในปีหน้า เราก็จได้ดูหนังจากเทพนิยาย Jack the Giant Killer ของผู้กำกับไบรอัน ซิงเกอร์ ที่ดัดแปลงจากเรื่อง แจ็คผู้ฆ่ายักษ์ และ Hansel and Gretel: Witch Hunters ที่มีเจเรมี เรนเนอร์ กับ เกมมา อาร์เทอร์ตัน มารับบทสองพี่น้องแฮนเซลกับเกรเทลในวัยผู้ใหญ่ ที่ได้กลายเป็นนักล่าแม่มด

แล้วทำไมฮอลลีวู้ดถึงสนใจสร้างหนังจากเทพนิยายขึ้นมาพร้อมๆ กันแบบนี้ คำตอบง่ายๆ ก็คือ หนังแนวไหนที่กำลังเป็นที่นิยมและทำกำไรให้ได้ พวกเขาก็จะแห่ไปสร้างหนังแนวนั้นกัน ซึ่งที่จริงก็เป็นเรื่องปกติของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ทุกแห่ง ในบ้านเราที่หนังรักอย่าง กวนมึนโฮ และ รถไฟฟ้ามาหานะเธอ ทำรายได้เกิน 100 ล้านบาท ก็ยังทำให้ค่ายหนังมากมายแห่สร้างหนังรักจนในปี 2555 นี้ มีหนังไทยที่เป็นหนังรักออกฉายแทบทุกเดือนครับ และนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกด้วยที่ฮอลลีวู้ดมีหนังเนื้อหาคล้ายคลึงกันออกมาฉายชนในปีเดียวกันถึงสองเรื่อง ถ้าย้อนกลับไปดูในอดีตจะเห็นว่าช่วงที่หนังหายนะโลกเป็นที่นิยมนั้น ฮอลลีวู้ดได้สร้าง Deep Impact และ Armageddon ออกมาฉายชนกันในปี 1998 และสร้าง Volcano ออกมาชนกับ Dante’s Peak ในปี 1997 หรือช่วงที่หนังคาวบอยเป็นที่นิยม ก็มี Tombstone และ Wyatt Earp หนังว่าด้วยประวัติของนายอำเภอสิงห์ปืนไว ไวแอ็ตต์ เอิร์ป ออกมาฉายไล่เลี่ยกัน ในปี 1993 และ 1994 เราจะเห็นได้ว่าฮอลลีวู้ดดูจะขาดความหลากหลายทางความคิดสร้างสรรค์ขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นหนังประเภทไหนกำลังเป็นที่นิยม

ภาพยนตร์จากเทพนิยาย กระแสใหม่ของฮอลลีวู้ด

(Jack The Giant Killer)

หนังที่ถือว่าได้ปลุกกระแสให้หนังแนวเทพนิยายกลับมาฮิตกันอีกครั้งก็คงเป็น Alice in Wonderland ของผู้กำกับทิม เบอร์ตัน ที่ทำรายได้ทั่วโลกร่วม 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2010 แม้ว่าหนังจะได้คะแนนวิจารณ์ค่อนข้างแย่ก็ตาม แต่ชื่อของทิม เบอร์ตัน ที่เชี่ยวชาญด้านการสร้างสรรค์ภาพและการออกแบบงานสร้างที่เต็มไปด้วยจินตนาการอันน่าตื่นตาตื่นใจ ผสมกับการตีความใหม่ให้แตกต่างจากต้นฉบับที่เป็นงานเขียนในสไตล์ของตัวผู้กำกับเอง รวมกับการมีนักแสดงนำเกรดเอที่เรียกคนดูได้ทั่วโลกอย่างจอห์นนี่ เดปป์, แอน แฮทธาเวย์ และเฮเลนา บอนแฮม คาร์เตอร์ ทำให้ผู้ชมไม่แคร์ความเห็นของนักวิจารณ์เท่าไหร่ในการตัดสินใจเข้าไปชม ซึ่งสูตรความสำเร็จเดียวกันนี้ก็ถูกหนังเทพนิยายเรื่องอื่นๆ เอามาใช้เป็นแนวทางในการสร้าง

แต่ก็ใช่ว่าหนังเทพนิยายทุกเรื่องที่ยืมสูตรของ Alice in Wonderland มาจะประสบความสำเร็จตามไปด้วย ยกตัวเองเช่น Mirror Mirror ที่มีผู้กำกับซึ่งเก่งด้านงานออกแบบงานสร้าง และมีนักแสดงแม่เหล็กระดับจูเลีย โรเบิร์ต ก็ใช่ว่าจะช่วยดึงให้ผู้ชมเข้าไปดูหนังจนสร้างกำไรเป็นกอบเป็นกำได้ ซึ่งในกรณีของหนังเรื่องนี้ถือว่าขาดทุนหนักพอสมควร หนังใช้ทุนสร้างไป 85 ล้านเหรียญสหรัฐ ยังไม่รวมงบด้านการตลาด แต่กลับทำรายได้ในสหรัฐแค่เพียง 61 ล้านเหรียญ ซึ่งเป็นตัวเลขที่ยังไม่ได้แบ่งเปอร์เซ็นต์ให้โรงหนังด้วย สาเหตุหลักที่หนังขาดทุนขนาดนี้ตามที่นักวิเคราะห์คาดกันก็คือเพราะหนังยังไม่มีการตีความใหม่ที่โดดเด่นจากฉบับที่เคยสร้างมาก่อนหน้านี้มากพอ ภาพที่เห็นจากการนำเสนอด้านการตลาดยังให้ความรู้สึกว่าไม่แตกต่างจากการ์ตูนดิสนี่ย์เท่าไหร่ และแม้ว่าหนังจะสร้างให้ออกมาดูตลกเบาสมอง แต่ก็ยังไม่คมคายเท่า Shrek หรือ Enchanted ที่เคยสร้างไปแล้ว และเราคงต้องมาดูหนังสโนว์ไวท์อีกสองเรื่องครับที่มีการฉีกแนวหรือเปลี่ยนโฉมไปมากกว่า จะประสบความสำเร็จแค่ไหนเมื่อออกฉาย

Created Date : May 23 , 2012