ไทยวัฒนาพานิช 8 ทศวรรษในสวนอักษร ถ้าให้พูดถึงหนังสือสำหรับใช้ในการเรียนการสอนของครูบาอาจารย์ และนักเรียนส่วนใหญ่ที่สังกัดอยู่กับทางกระทรวงศึกษาธิการขอ...

ไทยวัฒนาพานิช 8 ทศวรรษในสวนอักษร

ไทยวัฒนาพานิช

8 ทศวรรษในสวนอักษร

ไทยวัฒนาพานิช  8 ทศวรรษในสวนอักษร




ถ้าให้พูดถึงหนังสือสำหรับใช้ในการเรียนการสอนของครูบาอาจารย์ และนักเรียนส่วนใหญ่ที่สังกัดอยู่กับทางกระทรวงศึกษาธิการของ ไทยในปัจจุบัน โดยเฉพาะวิชาภาคภาษาอังกฤษ หลายคนคงต้องได้เห็นกับตราสัญลักษณ์สามห่วงที่มีตัวย่อ ทวพ.ของสำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช ที่ประทับอยู่บนหนังสือแบบเรียนได้เห็น ผ่านตากันบ้างอย่างแน่นอน เพราะสำนักพิมพ์ ดังกล่าวถือได้ว่าเป็นสำนักพิมพ์เจ้าแรกๆ ของไทยที่ได้จัดพิมพ์หนังสือแบบเรียนภาษาอังกฤษ จำหน่ายให้กับโรงเรียนมัธยมที่เป็นของรัฐบาล เกือบทั่วประเทศไทย

โดยปัจจุบันสำนักพิมพ์ดังกล่าวได้ดำเนินกิจการมาเป็นระยะเวลากว่า 78 ปีมาแล้ว ซึ่ง ขณะนี้ได้อยู่ภายใต้การดำเนินงานของผู้บริหารรุ่นที่ 3 คือ คุณอินทิรา บุนนาค กรรมการผู้จัดการ บริษัท สำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช จำกัด

คุณอินทิรา ได้เล่าถึงที่มาที่ไปของธุรกิจสำนักพิมพ์ให้กับทาง ็สยามธุรกิจิ ฟังว่า บริษัท สำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช จำกัด กำเนิดขึ้นมาด้วยการก่อตั้งจากคุณปู่ คุณย่า คือ คุณบุญธรรมและคุณบุญพริ้ง ต.สุวรรณ เริ่มต้นธุรกิจด้วยการมาเช่าตึกแถว 2 ชั้นของชาวอินเดีย ที่แถวๆ สวนกวางตุ้งด้วยการเช่าเดือนละ 16 บาท เพื่อดำเนินการขายหนังสือ โดยได้นำหนังสือ จากสำนักพิมพ์เอกชน และรัฐบาลมาขาย และ ได้คุณอำพันธุ์ ตันฑวรรธนะ ข้าราชการกรมโฆษณาการ เพื่อนคุณย่าเป็นคนตั้งชื่อร้าน ว่า ็สยามวัฒนาพานิชิ

ในตอนนั้นด้วยคุณภาพสินค้าและการบริการ ที่ดี บวกกับการดำเนินธุรกิจที่ซื่อสัตย์ สุจริต ทำให้ ธุรกิจของคุณปู่ คุณย่า เจริญเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จน ทำให้หันมารับจ้างผลิตตำราเอง เพราะได้รับความกรุณาและความไว้วางใจจากครูบาอาจารย์ และนักเขียนที่มีชื่อเสียงหลายท่าน นำต้นฉบับมาจัดพิมพ์ จึงทำให้ต่อมา คุณปู่ คุณย่า จัดตั้งโรงพิมพ์ขึ้นใช้ชื่อว่า โรงพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช ซึ่งได้เปลี่ยนชื่อมาเป็นไทยวัฒนาพานิชนั้นเพราะเปลี่ยนตามการเปลี่ยนแปลงชื่อประเทศในสมัยนั้น โดยสำนักพิมพ์ ตอนนั้น ได้ทำการจัดพิมพ์หนังสือแบบเรียนของตนเองและของคนอื่นด้วยิ

เธอบอกต่อว่า ปัจจุบันทางสำนักพิมพ์ก็ยัง คงเน้นทำหนังสือแบบเรียนอยู่ แต่เริ่มมีการเพิ่มหนังสือห้องสมุด หนังสือเด็ก และหนังสือสองภาษา หนังสือค้นคว้า พจนานุกรมเข้ามา ที่จะมุ่งเน้นเป็นหนังสือเข้าสู่โรงเรียนเป็นหลัก โดยทางสำนักพิมพ์ เตรียมจะมุ่งเน้นทำการตลาดแนวหนังสือเด็กสองภาษาเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาสำนักพิมพ์จะเน้นทำตลาดหนังสือแบบเรียนไปตามโรงเรียนระดับ มัธยมศึกษาต่างๆ โดยมียอดการพิมพ์โตสูงขึ้นทุกปี แต่เนื่องจากต้นทุนด้านกระดาษที่ปรับราคาสูงขึ้น ส่งผลกระทบธุรกิจมีกำไรต่อเล่มน้อยลง ประกอบกับ นโยบายการเรียนฟรีของรัฐบาล ทำให้มีการจำกัดงบ ประมาณการสั่งซื้อหนังสือ ครูในโรงเรียนนั้นไม่สามารถเลือกแบบเรียนได้ ทำให้ตลาดโรงเรียนในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา กลุ่มนี้จะไม่เติบโตนัก

ดังนั้น ปีนี้บริษัทจึงปรับแผนการดำเนินธุรกิจ โดยจะเน้นขยายตลาดธุรกิจกลุ่มหนังสือสองภาษา โดยรุกทำตลาด หนังสือใหม่ภายใต้ซับแบรนด์ Bright Kid เจาะกลุ่มเป้า หมายพ่อแม่ ผู้ปกครอง ที่นิยมการอ่านนิทาน หรือหนังสือสองภาษาต่างๆ ให้บุตรหลานฟัง ซึ่งปัจจุบันหนังสือกลุ่มนี้มีแนวโน้มเติบโตสูงขึ้นต่อเนื่อง เพราะปัจจุบันพ่อแม่ ผู้ปกครองให้ความสำคัญในการพัฒนาความสามารถ ด้านภาษาอังกฤษของเด็กมากขึ้น เห็นได้ในเวลานี้จากที่มีการส่งบุตรหลานเข้าเรียนใน โรงเรียนนานาชาติ

อย่างไรก็ตาม ทางบริษัทจะมีการซื้อลิขสิทธิ์หนังสือต่างประเทศชาติต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น อังกฤษ อเมริกา ฝรั่งเศส เป็นต้น เข้ามาตีพิมพ์เป็นฉบับสองภาษา ที่มีทั้งภาษาต้นฉบับและภาษาไทย โดยมีทีมงานเป็นอาจารย์มาร่วมแปลภาษา ซึ่งปีนี้จะมีหนังสือที่ตีพิมพ์ภายใต้ซับแบรนด์ Bright Kid ทั้งสิ้น 16 ปก ออกมาวางจำหน่ายในตลาดตามแผงหนังสืออย่างต่อเนื่อง พร้อมกับปีนี้ได้ร่วมมือกับพันธมิตรขยายช่องทางจำหน่ายใหม่ๆ อาทิ เชนร้านหนังสือ มีสาขาเปิดอยู่ในห้างสรรพสินค้า และร้านที่เปิดตามอาคารทั่วไป เพื่อให้สามารถกระจายสินค้าครอบคลุมความต้องการของตลาด รวมถึงนำเสนอสินค้าเข้าในโรงเรียนนานาชาติ ที่ปัจจุบันมีกว่า 20 แห่ง เพราะกลุ่มนี้ให้ความสำคัญในการเลือกหนังสือที่มีคุณภาพ ใช้ประกอบการเรียนการสอน ซึ่งการทำตลาดของ ไทยวัฒนาพานิชมีจุดแข็งในตลาดหนังสือเรียนภาษาอังกฤษ มากว่า 70 ปี ซึ่งเชื่อมั่นจะสามารถ บรรลุความสำเร็จ โดยได้เตรียมงบประมาณไว้ราว 5-6% ของยอดขายในการทำตลาดดังกล่าว

การทำตลาดที่ผ่านๆ มา ทำให้ภาพลักษณ์ ของไทยวัฒนาพานิชในสายตาผู้บริโภค เห็นแล้ว มองว่าสำนักพิมพ์ดูเก่าแก่และอาจจะดูล้าสมัย ที่ผลิตหนังสือป้อนเฉพาะตลาดโรงเรียน แต่ปัจจุบันภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึง พฤติกรรมการบริโภคหนังสือในตลาดที่เปิดกว้าง มากขึ้น ทำให้เราต้องปรับเปลี่ยนการดำเนินธุรกิจ ขยายไปสู่สินค้าเซ็กเมนต์ใหม่ๆ เพื่อที่จะสามารถ สร้างกำไรให้กับบริษัทเพิ่มมากขึ้น

ทั้งนี้ จากการปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำตลาดครั้งนี้ คาดว่าปีแรกรายได้ของหนังสือ แบรนด์ใหม่ bright Kid จะมีสัดส่วน 15-20% โดยยังมีหนังสือเรียนที่ทำรายได้หลักอยู่ที่ สัดส่วน 80% และต่อไปตั้งเป้าว่าจะทำหนังสือ สองภาษาเพิ่มขึ้น อาจจะมีเป็นสามภาษา และจะค่อยๆ เพิ่มสัดส่วนรายได้เป็น 50% และหนังสือเรียน 50% ของรายได้รวมทั้งหมด

ที่มาจาก http://www.siamturakij.com

Created Date : Oct 17 , 2011
SUGGESTION