'ขายหัวเราะ' ตำนานความฮาสามัญประจำชาติ ท่ามกลางสถิติการอ่านหนังสือของคนไทยอันแสนตกต่ำ ยังมีหนังสือหัวหนึ่งสร้างปรากฏการณ์ยอดขายทะลุหลักล้านเล่มได้ในแต...

'ขายหัวเราะ' ตำนานความฮาสามัญประจำชาติ

'ขายหัวเราะ' ตำนานความฮาสามัญประจำชาติ

'ขายหัวเราะ' ตำนานความฮาสามัญประจำชาติ

ท่ามกลางสถิติการอ่านหนังสือของคนไทยอันแสนตกต่ำ ยังมีหนังสือหัวหนึ่งสร้างปรากฏการณ์ยอดขายทะลุหลักล้านเล่มได้ในแต่ละเดือน ตลอดหลายสิบปี

'ขายหัวเราะ' คือการ์ตูนไทยสายพันธุ์แท้ที่เป็นเจ้าของยอดจำหน่ายมหาศาลนั้น ภายใต้การนำทัพของ วิธิต อุตสาหจิต หรือ บก.วิติ๊ด สุดโหด ตัวอ้วนกลม ซึ่งถูกนักเขียนเขียนล้อเลียนมากที่สุด แม้ความจริงแล้วเขาจะเป็นที่รักยิ่งตั้งแต่นักเขียนไปจนถึงแฟนขายหัวเราะ-มหาสนุกทุกคน ตลอดเวลานับ 38 ปี ย่อมเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นในหลายด้าน แต่ขายหัวเราะก็ไม่เคยแผ่ว หนำซ้ำยังคงรักษาความนิยมไว้ได้ชนิดติดลมบน


ขายหัวเราะ-ฮาสามัญประจำชาติ


หากย้อนรอยถอยหลังไปราว 56 ปีก่อน บนถนนนครสวรรค์ ใกล้สะพานผ่านฟ้า พื้นที่บริเวณนั้นเป็นแหล่งการซื้อขายหนังสือเก่า ด้วยวิสัยทัศน์ของ บันลือ อุตสาหจิต เล็งเห็นโอกาสทางธุรกิจค้าหนังสือเก่า เมื่อกิจการเติบโตการพัฒนาแรกจึงเกิดขึ้น โดยเริ่มจัดพิมพ์และจำหน่ายหนังสือของตนเองภายใต้ชื่อว่า 'สำนักพิมพ์บรรลือสาส์น' หนังสือในระยะแรกเป็นประเภทนวนิยาย หนังสือเพลงลูกทุ่งและลูกกรุง และหนังสือการ์ตูน หนังสือที่สร้างชื่อเสียงและทำให้บรรลือสาส์นเกิด คือ หนูจ๋า, เบบี้ หลังจากนั้นก็มีหนังสือตีพิมพ์ออกสู่ตลาดเรื่อยๆ กระทั่ง วิธิต อุตสาหจิต ลูกชายคนโตของครอบครัวอุตสาหจิต อายุย่าง 18 ปี เขาได้ก้าวเข้าสู่ธุรกิจหนังสืออย่างเต็มตัวในฐานะบรรณาธิการหนุ่มไฟแรง จากการที่เขาเป็นนักอ่านตัวยง เมื่ออ่านมากจึงเข้าใจวงการหนังสือมาก เขาพบว่าในหนังสือสมัยก่อนมักจะมีเรื่องขำขัน การ์ตูนตลก หรือเรื่องแปลกๆ สอดแทรกโดยตลอด จึงคิดชูประเด็นรองเหล่านี้ให้กลายเป็นประเด็นหลัก ---
"ผมคิดว่าทำไมไม่เอาเรื่องพวกนี้ที่เป็นน้ำจิ้มไม่ใช่อาหารหลักมารวมกัน สมัยก่อนความบันเทิงมีน้อย โทรทัศน์ก็มีไม่กี่ช่อง มีหนังก็ไม่เยอะ คนจึงหาทางออก คืออ่านหนังสือ ผมก็เลยตั้งโจทย์กับตัวเองว่าจะทำหนังสือที่ครอบคลุมคนได้ทุกระดับชั้น ไม่ว่าจะเป็นวัยใดก็สามารถอ่านได้"


นิตยสารการ์ตูน 'ขายหัวเราะ' หนังสือการ์ตูนตลกแก๊กสามช่องจบและหนึ่งช่องจบ ขนาดเท่ากับกระดาษเอสี่จึงถือกำเนิดขึ้น ซึ่งเป็นที่นิยมชมชอบจากบรรดานักอ่านตามคาด กระทั่งเป็นจุดเริ่มต้นของนิตยสารการ์ตูนลำดับถัดมาชื่อ 'มหาสนุก' ทั้งขายหัวเราะและมหาสนุก เป็นแหล่งผลิตนักเขียนการ์ตูนรุ่นใหม่มากมาย เช่น นิพนธ์ เสงี่ยมศักดิ์ (นิค), ภักดี แสนทวีสุข (ต่าย), ผดุง ไกรศรี (เอ๊าะ) ฯลฯ อีกทั้งยังสร้างสรรค์การ์ตูนยอดนิยมอีกหลายชุด เช่น สาวดอกไม้กะนายกล้วยไข่, ปังปอนด์, หนูหิ่นอินเตอร์ ฯลฯ


'ขายหัวเราะ' ตำนานความฮาสามัญประจำชาติ

 

ขายหัวเราะนั้นเป็นดั่งจดหมายเหตุบันทึกเหตุการณ์ตลอดเวลา 38 ปี แทบทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะในประเทศไทยหรือทั่วโลกจะถูกรวบรวมไว้อย่างน่าสนใจด้วยฝีไม้ลายมือการตวัดพู่กันของนักเขียนมากความสามารถ จนทำให้ วิธิต ถึงกับเอ่ยปากว่าภูมิใจมากที่ขายหัวเราะได้ทำหน้าที่บันทึกเรื่องราวมากมาย ทั้งเรื่องซึ่งกำลังเป็นที่โจษจัน ภาพยนตร์ โฆษณา การเมือง ฯลฯ แม้บางเรื่องจะไม่ได้รับการบันทึกเป็นกิจจะลักษณะ แต่นักเขียนก้นกุฏิของวิธิตต่างพร้อมใจหยิบจับมาขุดหาประเด็นเล่นกันอย่างสนุกสนานถ้วนทั่วหน้าผ่านลีลาพลิกแพลงตะแคงหงาย
 เมื่อเอ่ยถึงฝีมือการเขียนการ์ตูนของนักเขียนมือฉกาจเหล่านี้ บางรายอาจแวะเวียนเปลี่ยนผ่านมาส่งผลงานให้นักอ่านได้หัวร่องอหายสบายใจ อีกหลายรายเป็นนักเขียนชั้นครูที่อยู่ประจำค้ำน่านฟ้าการ์ตูนไทย นับไปนับมาก็พบว่าขายหัวเราะและมหาสนุกมีนักเขียนร่วมอุดมการณ์ถึง 55 คน !

"นักเขียนตั้งแต่รุ่นแรกๆ ในวันนี้ก็ยังอยู่ แต่บางคนก็หลุดไป นักเขียนทั้งหมดที่เรามีตอนนี้ 55 คน มีทั้งประจำและไม่ประจำ แต่มีงานมานำเสนอตลอด ขายหัวเราะเป็นนิตยสารที่มีคนทำเยอะที่สุดในโลก เพราะคนอ่านส่งงานมาด้วย บ.ก.เป็นคนเลือก มีการเกลา ผลตอบรับก็ค่อนข้างเร็ว รู้ทันทีว่าคนอ่านชอบหรือไม่ชอบ คนอ่านจะสื่อสารกลับมาตลอด ทำให้เราปรับตัวตามยุคสมัยได้"

เนื่องจากความโอบอ้อมอารีที่สำนักพิมพ์มีต่อนักเขียน นานวันนักเขียนก็จะยิ่งเพิ่มจำนวนขึ้น บรรณาธิการอย่าง วิธิต จึงต้องทำหน้าที่คัดสรรนักเขียนให้ตรงตามคุณสมบัติที่ฟังดูง่ายๆ แต่ใช่ว่าทุกคนจะมีคุณสมบัตินี้
 "เราเปิดโอกาสให้ทุกคน ไม่ว่าจะนักเขียนหรือผู้ที่จะมาร่วมงานในอนาคต ถ้าคุณคิดว่าสามารถเพิ่มมวลความสุขให้คนไทยได้ ไม่ว่าจะรูปแบบใดก็แล้วแต่ นำเสนอมาและมาปรึกษากัน อาจนำมาตบแต่งให้เหมาะกับคนอ่านของเรา"

ขณะที่นักเขียนรุ่นใหม่กำลังผลิแย้มและสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ บรรดานักเขียนรุ่นเก๋าก็กำลังย่างเท้านำหน้ารุ่นน้องอยู่เนืองๆ ไม่ใช่การวิ่งหนี แต่คือการนำทางให้รุ่นน้องเดินตามสู่เส้นทางความสำเร็จนั่นเอง

วิธิต เล่าว่า "ในขณะที่นักเขียนรุ่นก่อนเขายังเขียนงานของเขาด้วย แต่ก็เป็นโค้ช เวลานักเขียนรุ่นใหม่เจอก็จะเข้าไปถาม ไปคุย วิธีการจับเอาสิ่งที่มีในอากาศมาใช้ประโยชน์ นักเขียนรุ่นเก่าจะรู้วิธีค่อนข้างดี บางแก๊กพลิกจนคุณไม่รู้ว่าเอามาจากไหน เล่นสิ่งที่ร่วมสมัย พอเล่นสิ่งที่ร่วมสมัยก็จะไม่ซ้ำกันเท่าไร โอกาสที่จะซ้ำกันก็น้อย แต่ก็ยังมีซ้ำนะ นักเขียนแต่ละคนมีภูมิหลังแตกต่างกัน เขาก็จะมองในคนละรูปแบบกัน ทำให้การ์ตูนขายหัวเราะมีความหลากหลาย เปิดโอกาสให้ทุกคน ทุกวันนี้ได้ถึง 55 คนก็ใช้วิธีนี้แหละครับ (หัวเราะ)"

นอกจากการคัดสรรตัวนักเขียน วิธิต ยังต้องทำหน้าที่หลักของบรรณาธิการ คือการตรวจตราความถูกต้องเหมาะสม ที่สำคัญเขาต้องคัดสรรแก๊กด้วย ---

วิธิตเล่าว่าการคัดสรรแก๊กมีเคล็ด (ไม่) ลับง่ายๆ คือ ต้องเป็นสิ่งที่คนเข้าถึง ถ้าเป็นสิ่งที่คนอ่านต้องจินตนาการมากเกินไปคนจะไม่เข้าใจ ความเป็นไปได้มันไม่มี

"เรื่องความเป็นไปได้เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด จะเป็นรูปแบบใดก็ตาม แต่ความเป็นไปได้ต้องคงอยู่ ต้องมีการปรุง การชง และการตบ สามอย่างนี้ต้องครบ"

เมื่อได้แก๊กที่ต้องการแล้ว และถูกรวบรวมในขายหัวเราะอย่างเป็นกิจจะลักษณะ บทบาทสำคัญซึ่งได้ถูกวางไว้ตั้งแต่ต้นโดย วิธิต จึงได้เริ่มต้นขึ้น นั่นคือ การสร้างมวลความสุขแก่คนไทย ---

"ตั้งแต่อดีตขายหัวเราะก็ยังคงทำหน้าที่ของตนเองอย่างเสมอต้นเสมอปลาย ผมภูมิใจที่สุด ที่ขายหัวเราะเป็นจุดเริ่มต้นของการรักการอ่านของคนไทย คนไทยทุกคนน่าจะมีสักครั้งในชีวิตที่หยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นอ่าน และสนุกกับมัน ไม่ว่าผมจะไปที่ไหน ไปขึ้นเครื่องบิน พอสจ๊วตเห็นชื่อผม เขาวิ่งมาเลย เป็นเรื่องที่ผมภูมิใจมาก เขามีหนังสือขายหัวเราะด้วย เขาเห็นชื่อผม เขามาถามว่าผมใช่ บก.ขายหัวเราะหรือเปล่า พอบอกว่าใช่ เขาดีใจมาก หรือแม้แต่ไปขอวีซ่าที่ต่างประเทศ ก็เหมือนกัน พอเขาเห็นชื่อเรา เขาจำได้ เจออย่างนี้ตลอด"

วิธิตตั้งข้อสังเกตว่า ด้วยบทบาทที่ขายหัวเราะมีคือสร้างเสียงหัวเราะอาจตรงกับสิ่งที่คนไทยโหยหา เพราะคนไทยรวมทั้งคนทั่วโลกต้องเจอปัญหามากมาย ซึ่งล้วนแต่นำไปสู่ความเครียดทั้งสิ้น

"โดยเฉพาะในภาวะเศรษฐกิจอย่างนี้ เรื่องการเมืองและอื่นๆ ทำให้คนต้องหาทางออกอย่างใดอย่างหึ่ง ขายหัวเราะก็เป็นตัวเลือกที่หยิบฉวยได้ง่าย จริงๆ แล้วความเครียดก็มีทั่วโลก อารมณ์ขันเป็นสิ่งที่คนโปรดปรานเสมอทุกยุคสมัย"
 --- และนี่ก็อาจเป็นเหตุให้ขายหัวเราะครองตลาดการ์ตูนไทยมาแสนนาน

วงการการ์ตูนไทยในสายตา 'วิติ๊ด'
จากยุคแรกจนถึงปัจจุบัน 'ขายหัวเราะ' เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมาย อาทิ นักเขียนหน้าใหม่เกิดขึ้นไม่ว่างเว้น ผลงานของแต่ละคนก็ล้วนสะท้อนตัวตนอันหลากหลาย ในความหลากหลายของขายหัวเราะ ลายเส้นที่ผิดหูผิดตาดูแปลกแยกจากภาพจำเก่าคงบังเกิด ---

บ.ก.วิธิต อธิบายความการเปลี่ยนแปลงนี้ว่า "ลายเส้นที่แปลกไปเพราะเด็กรุ่นใหม่ได้รับอิทธิพลจากการ์ตูนญี่ปุ่นมาก ขายหัวเราะจึงเป็นไปในอีกรูปแบบหนึ่ง ก็ไม่ได้เสียหายอะไร คุณเริ่มอะไรที่เป็นครูคุณ แล้วคุณค่อยมาหา ค่อยมาเปลี่ยน ตรงนี้สำคัญ"

จะเห็นได้ว่าเจ้าตำรับการ์ตูนอย่างประเทศญี่ปุ่นได้สร้างสรรค์การ์ตูนชื่อดังมากมาย หลายเรื่องโด่งดังไปทั่วโลก แน่นอนว่าแฟนการ์ตูนชาวไทยก็คือหนึ่งในสาวกการ์ตูนแดนอาทิตย์อุทัยด้วยเช่นกัน และกลุ่มคนที่คร่ำเคร่งอยู่กับการ์ตูนอย่างบรรดานักเขียนการ์ตูนก็ย่อมเรียนรู้จากเจ้าตำรับด้วยเช่นกัน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมีกลิ่นปลาดิบติดมาในงานการ์ตูนไทย

แต่สำหรับขายหัวเราะแล้วแม้จะมีกลิ่นปลาดิบหรือมีรสชาติของวาซาบิอยู่บ้าง แต่ด้วยความแตกต่างและตัวตนที่ชัดเจนซึ่งฉายชัดว่านี่คือการ์ตูนไทย ส่งผลให้ขายหัวเราะเป็นดั่งตัวแทนประเทศไทยในโลกการ์ตูน

"ทุกวันนี้ที่ขายหัวเราะอยู่ได้ดี เพราะเรามีความแตกต่าง เราเป็นตัวของตัวเอง เรามีสไตล์ของตัวเอง รูปแบบการ์ตูนของขายหัวเราะ ชาติใดก็ไม่มี มีศาสตราจารย์ญี่ปุ่นคนหนึ่งมาทำวิจัยเรื่องการ์ตูนในเอเชีย เขาก็ยอมรับนะ เขาไปดูในหลายๆ ที่ ก็เจอแต่การ์ตูนสไตล์ญี่ปุ่น แต่จะมีขายหัวเราะที่ยังคงเอกลักษณ์ รูปแบบของตัวเองได้ สามารถทนต่อกระแสการ์ตูนญี่ปุ่นได้ เราจึงมีความเป็นอมตะ"

ณ พิพิธภัณฑ์มังงะ Kyoto International Manga Museum เมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นที่รวบรวมการ์ตูนจากประเทศต่างๆ ทั้งจีน เกาหลี ฮ่องกง อเมริกา ฯลฯ และที่น่าภาคภูมิใจคือมีขายหัวเราะ มหาสนุก ถูกเก็บรักษาอย่างดีที่นั่นด้วย

นอกจากการ์ตูนไทยจะได้รับการยอมรับจากนานาชาติแล้ว ในบ้านเราเองทิศทางการเจริญเติบโตของวงการนี้ก็ยังค่อนข้างสดใสและดีขึ้น แต่รูปแบบอาจเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย ดังที่ วิธิต ให้ความเห็นว่าต่อไปหนังสือการ์ตูนที่เป็นกระดาษจะยังคงมีอยู่แต่จะมีสื่อรูปแบบใหม่เข้ามาส่งเสริมกัน

"รูปแบบที่เป็นกระดาษน่าจะยังคงอยู่ เพราะซื้อง่าย หยิบง่าย ราคาสมเหตุสมผล ส่วนรูปแบบดิจิทัลจะเสริมกัน ผมเคยอยู่เมืองนอก ได้คุยกับนักเรียนที่นั่น เขาได้อ่านการ์ตูนขายหัวเราะ มหาสนุก ที่เมืองนอก ส่วนใหญ่เขาจะส่งไปพร้อมกับพืชผัก เครื่องเทศเมืองไทย ส่งไปตามซูเปอร์มาร์เก็ต ต้องรอ และราคาก็แพง อีกอย่างหนึ่งคือ ชาวต่างประเทศที่เรียนภาษาไทย ทุกคนพูดเหมือนกันหมดว่าหนังสือไทยที่เขาอ่านเล่มแรก คือหนังสือการ์ตูนขายหัวเราะ มหาสนุก เพราะมีรูป มีตัวหนังสือบรรยาย อีกอย่างที่เขาได้เลยคือได้สัมผัสความเป็นไทย"

ด้วยเหตุนี้ วิธิต จึงจับขายหัวเราะยัดใส่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ยุคใหม่ทั้ง iPhone, iPad และ Smart Phone ในนาม 'ขายหัวเราะ Happlication'

ขายหัวเราะ Happlication
เดิมทีขายหัวเราะ มหาสนุก เคยเจาะตลาดไอทีมาแล้วด้วยการเปิดให้ดาวน์โหลดผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ แต่ผู้ใช้สามารถโหลดได้เพียงทีละแก๊กเท่านั้น อีกทั้งเทคโนโลยีเก่ายังไม่ดีพอทำให้การดาวน์โหลดแต่ละครั้งช้ามาก

แต่ปัจจุบันโลกได้เข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูป เทคโนโลยีต่างรุดหน้าและเปี่ยมประสิทธิภาพเพียงพอจะให้ วิธิต กลับมาคิดสร้างขายหัวเราะยุคใหม่อีกครั้งเพื่อเปิดช่องทางอ่านนิตยสารการ์ตูนระดับตำนานนี้แก่ผู้อ่านมากขึ้น ซึ่งเขายืนยันว่าจะไม่กระทบยอดขายเดิมอย่างแน่นอน จะมีแต่ผลดีต่อคนอ่านทั้งในไทยและต่างประเทศ

"รูปเล่มยังเป็นสิ่งที่หยิบฉวยง่าย กระจายไปทั่ว หนังสือขายหัวเราะเล่มหนึ่งจะผ่านมือได้เป็นร้อยๆ คน สื่อดิจิทัลอ่านได้ทีละคน และต้องมีเครื่องมือ แต่แบบเล่ม พ่อแม่ซื้อมาอ่าน ลูกอ่านต่อ หลานอ่านต่อ เพื่อนฝูง คนใช้ อ่านได้ทั่ว มันเป็นสื่อที่มีเสน่ห์คนละรูปแบบกัน แบบกระดาษก็จะคลาสสิก ส่วนแบบดิจิทัลก็จะเป็นเรื่องเทคโนโลยี น่าจะไปได้ดีทั้งสองกลุ่ม เป็นทางเลือกของคนรุ่นใหม่ คนไทยที่อยู่ต่างประเทศจะได้ประโยชน์มาก ปัจจุบันกว่าหนังสือขายหัวเราะจะไปถึงก็ช้าและค่าใช้จ่ายการขนส่งก็แพง ต่อจากนี้คนอ่านทั่วโลกก็จะได้สนุก หัวเราะไปพร้อมๆ กัน"

วิธิต จึงคิดสมการความสุขแก่คนไทย คือ ขายหัวเราะ + Ha App = Happlication

สิ่งพิเศษที่ขายหัวเราะ Happlication แอบซ่อนไว้ภายในรูปลักษณ์ซึ่งไม่ต่างจากเล่มปกติ คือ มีเสียงประกอบ และภาพเคลื่อนไหวอยู่มากมาย เช่น คำทักทายจาก บก.วิธิต เสียงหัวเราะ ช่วยเพิ่มอรรถรสในการอ่านยิ่งขึ้น ซึ่ง วิธิต บอกว่าเพื่อเอาใจ และเป็นการตอบแทนแฟนๆ ที่ติดตาม

"นอกจากนี้ ในวาระพิเศษ เราได้เอาของหายากคือขายหัวเราะเล่มที่หนึ่ง ซึ่งคนตามหากันมาก มีคนดังอย่าง ปัญญา นิรันดร์กุล, ดร.เสรี วงศ์มณฑา และบุญสม  รดาเจริญ ทั้งสามคนรู้จักขายหัวเราะในแบบฉบับเล่มใหญ่ ติดตามโดยตลอด จึงยินดีร่วมงานกับเราด้วย"

สมัยก่อนขายหัวเราะอยู่คู่บ้าน เป็นความฮาสามัญประจำบ้าน แต่คนยุคใหม่มีสมาร์ทโฟนหรือแทบเล็ตติดตัวมากกว่า จะเข้าถึงได้มากกว่า เรารักษาบทบาทให้คนรักการอ่าน เพียงแต่รูปแบบเปลี่ยนไปเท่านั้นเอง


วันนี้ --- ขายหัวเราะจึงกลายเป็นความฮาสามัญประจำชาติระดับตำนานไปแล้วครับท่านพี่น้อง

ที่มาจาก http://www.bangkokbiznews.com

Created Date : Sep 30 , 2011
SUGGESTION